473 – Perception

คำเตือน: บทความไม่เป็นกลาง เต็มไปด้วยความเห็นส่วนบุคคล อาจมีถ้อยคำรุนแรงไม่ลื่นหู

ทุกถ้อยคำไม่ใช่ Fact แต่เป็น Personal Perception นะครับ

โปรดใช้วิจารณญาณระดับสูงในการอ่าน

*********************************************************************************************

วันที่ 13 ธันวาคม 2552 ไปโรงพยาบาลมา .. (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “โรงบาล” ละกัน)

ขับรถอยู่ แล้วฝุ่น รึอะไรซักอย่างนี่แหละ ปลิวมาเข้าตา .. พยายามลืมตาในน้ำ ซื้อน้ำยาล้างตามา ก็ไม่ออก มันยังเคืองอยู่ดี

เลยคิดว่าจะไปหาหมอ ที่คลินิกจักษุแพทย์ .. อนิจจัง ไม่มีใครรู้จักคลินิกจักษุแพทย์แถวๆนี้เลย .. เลยมีคนแนะนำว่า ไปโรงบาลมหาราชดิ ใกล้ดี

ปกติเป็นคนไม่ชอบโรงบาล ไม่ชอบบรรยากาศ ไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบคนในโรงบาลบางคน .. ทุกทีจะไม่ไปโรงบาล ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

แต่คราวนี้ต้องไป เพราะว่าไม่งั้นอ่านหนังสือไม่ได้ วันรุ่งขึ้นมีสอบ ซึ่งตอนนั้นกูยังไม่ได้อ่านซักตัวเลย … เอาวะ ไปก็ไป โรงบาล คงแป๊ปเดียว

 

ไปถึงที่แผนกฉุกเฉิน ต้องเขียนใบอะไรไม่รู้ เขียวๆนั่นแหละ .. จากนั้นก็ไปที่ห้องฉุกเฉิน

หน้าห้องมีชายฉกรรจ์สองคน พนักงานประจำโรงบาล แต่พยายามมองแล้ว ไม่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร เพราะว่านั่งเล่นโทรศัพท์ทัชสกรีนกันอยู่

“เอาใบนี้ไปยื่นที่ไหนครับ?” อามโนถาม .. “เป็นไรมาครับ?” ชายคนแรกถามขึ้น .. “ฝุ่นเข้าตาครับ” “เข้าไปในห้องเลยครับ” แล้วก็เล่นโทรศัพท์ต่อ

คิดอยู่ในใจว่า แล้วมึงจะถามกูทำไมวะ คำตอบของกูไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์อะไรซักอย่าง ตอบว่าอะไรก็ให้เข้าหมด

คิดเล่นๆต่ออีกหน่อยว่า ถ้าตอบว่า “เป็นนักศึกษามาครับ” เขาจะให้เข้ามั้ย … เอาละ มุกไม่ฮา พาคนอ่านเครียดอีกแล้ว

นึกอยู่ว่า ในห้องฉุกเฉินคงไม่มีอะไรมาก ถึงได้ให้เข้าไปเลยทันที

 

เข้าไปในห้องปุ๊ป ไม่รู้จะเดินไปทางไหน คนเต็มเลย เดินไปเดินมา .. คนไข้เยอะ แต่หมอเหมือนจะเยอะกว่าคนไข้ซะอีก .. บรรยากาศห้องฉุกเฉินจริงๆ

อามโนเห็นเคาน์เตอร์อยู่ มีหมออยู่สองคนอยู่ข้างใน หน้าเคาน์เตอร์ก็มีหมออีกสองสามคน ยืนเขียนอะไรไม่รู้ยิกๆๆ .. เอาวะ ลองยื่นตรงนี้ดู

ตอนแรกถามก่อนเว่ย “ใบนี้ยื่นตรงไหนครับ?” .. หมอคนหนึ่งตอบเสียงดัง “ห๊ะ?” แล้วก็หยิบไอ้ใบเขียวๆไปดู ถามว่าเป็นอะไรมา

“ฝุ่นเข้าตาครับ”
”ตอนกี่โมง?”
”ประมาณบ่ายสองครับ”
”แล้วเพิ่งมาตอนหกโมงกว่าเนี่ยนะ มัวไปทำอะไรอยู่” (มีขึ้นเสียงเล็กน้อย)

กูก็อึ้งสิ .. “ผมซื้อยาล้างตามาล้าง แล้วมันก็ยังไม่ออกครับ เลยมาหาหมอ (แอบเน้นเสียงประโยคหลังสุด ประมาณ 0.25%)

ประมาณว่า ถ้ากูไม่เป็นอะไร กูก็คงไม่มาหามึงหรอก สาดดด … หมอคนนั้นไม่ถามอะไรต่อ หยิบไอ้ใบเขียวๆไปเขียนอะไรไม่รู้ลงในสมุดบันทึก

แล้วก็ไม่บอกกูซักคำว่าแล้วไงต่อ ไปรับโทรศัพท์ซะงั้น .. พอดีมีหมออีกคนเดินมาเคาน์เตอร์พอดี “หมอๆ พาคนไข้ไปหน่อย ฝุ่นเข้าตา” แล้วก็คุยโทรศัพท์ต่อ

 

หมอคนที่สองถาม ไปโดนอะไรมา ก็บอกไปตามเนื้อผ้า .. แล้วก็เจอคำถามเดิม “ตั้งแต่กี่โมง?” พอบอกไปว่าบ่ายสอง ก็ทำน้ำเสียงประหลาดๆ “ตั้งแต่บ่ายสองแล้ว?”

อารมณ์คงใกล้ๆกับหมอคนแรก ฝุ่นเข้าตาตั้งแต่บ่ายสอง เพิ่งมาหาหมอตอนหกโมงกว่าๆเนี่ย .. ตอนนั้นเริ่มคิดในใจ เออ กูผิดมากใช่มั้ยวะ

หมอคนที่สองพาเดินไปกลางห้อง ทำท่างงๆ ก่งก๊ง เอาไงดีวะ ไม่มีเตียง .. อามโนดูแล้วก็คิดเหมือนกัน กูจะไปอยู่ตรงไหนได้วะเนี่ย

แต่แล้วมันก็มีชนกลุ่มน้อยกลุ่มนึงเดินเข้ามา ทันทีที่เห็นว่ามีคนไข้มาใหม่ .. ชนกลุ่มน้อยพวกนั้น พวกนักศึกษาแพทย์ นั่นไงล่ะ มาเกือบสิบ

 

ถือแฟ้มมาคนละอัน เข้าใจว่าคงต้องเขียนเคส .. คนแรกถาม “ชื่อไรครับ เป็นไรมาครับ” แล้วก็จดยิกๆๆๆ แล้วก็เดินไป

คนที่สองมา ถามอย่างเดิมอีก “ชื่อไรครับ เป็นไรมาครับ” .. คนที่สาม “ชื่อไรมาคะ เป็นไรมาคะ” .. แม่งมาทีละคน

เดี๋ยวป้าพยาบาลก็มาถามอีก ชื่ออะไร เป็นไรมา จดๆๆๆๆๆ ทั้งๆที่เมื่อกี้ก็ยืนอยู่ตรงนั้นกันเกือบทุกคน .. ทำไมมึงไม่มาพร้อมๆกัน กูจะได้ตอบทีเดียวไปเลย

ต้องเป็นคนเอ่ยปากถามเองใช่มั้ย ?? ทำไมวะ? .. ตอนนั้นก็ได้แต่คิดในใจนะ พวกเขาเยอะกว่า กูไปตัวคนเดียว >,<

 

หมอคนที่สอง ซึ่งเป็นคนที่พาเดินมานั่นแหละ บอกว่ารอเตียงแป๊ป เพิ่งไปลากมา .. มันต้องใช้นอนเตียงเลยเหรอวะ .. อืม คงนอนส่องดูฝุ่นมั้ง

แล้วบุรุษพยาบาลคนนึงก็ลากเตียงมากลางห้องฉุกเฉิน .. มองหาช่องเสียบ ไม่มี ซองเต็ม! .. “ไม่มีที่ไว้ ก็เอากลางห้องนี่เลยละกัน” บอกให้อามโนขึ้นนอนบนเตียง

หาาา กลางห้อง ตรงทางเดินเนี่ยนะ โหวแม่ง .. แต่ก็ต้องทำ เพราะกูไม่มีทางเลือกนิ เอาก็เอาวะ

พอนอนปุ๊ป เท่านั้นแหละ กลุ่มนศ.แพทย์กลุ่มเดิม แม่งมาล้อมเตียงกูหมดเลย .. ชิหายละ มาล้อมกูทำไมวะ

มีเสียงคุยกัน ศัพท์หมอ ฟังไม่รู้เรื่อง .. ทุกถ้อยคำที่ออกมาจากปาก เป็นศัพท์หมอยากๆซะ 50% .. ที่เหลือเป็นคำเชื่อมประโยค .. กูจะบ้าตาย

 

หมอคนที่สองยังทำอะไรไม่ได้ เพราะมีแต่เตียง ยังไม่มีเครื่องมือ .. คงว่าง ไม่มีอะไรทำ ลากเตียงไปมา เพื่อหาที่ลง

ตอนแรก ลากไปไว้ข้างๆ จะได้ไม่เกะกะทางเดิน .. เดียวลากไปอีก หน้าห้องอะไรซักอย่าง ห้องตรวจมั้ง

“เอาไว้ตรงนี้คงไม่ได้ เดี๋ยวหมอข้างในจะบ่นเอา ขวางทางเดิน” .. แล้วก็ลากเตียงกูต่อ เออเห้ย ลากวนรอบโรงบาลเลยมั้ยสาดดดด

 

ซักพัก ซองว่างแล้ว ลากเตียงคนไข้ซึ่งมีอามโนนอนอยู่ เข้าซอง .. นศ.แพทย์มารุมอีกครั้ง คราวนี้ถามกันเองเว่ย “เป็นไรมาอ่ะแก”

เมื่อกี้มึงก็เพิ่งถามกูไปหยกๆ (คิดในใจ) “บอกว่าฝุ่นเข้าตา ตั้งแต่บ่ายสองละเนี่ย” “หา ตั้งแต่บ่ายสองแล้ว” .. เอาอีกแล้ว มึงจะเซอไพรส์อะไรนักหนาวะ

“เพิ่งมา เพราะว่าล้างเองแล้วมันไม่ออกอ่ะแก” มีเสียงอวดรู้เสียงหนึ่งสอดขึ้นมา “ถ้าเป็นฝุ่นน่ะ ล้างเองไม่ออกอยู่แล้ว” ใช้ซี้ ใครจะไปเก่งเหมือนหมอละ

พยาบาล(ซึ่งไม่ใช่นักศึกษา) เข้ามาเซ็พอัพอุปกรณ์การแพทย์ ระหว่างนั้นก็มีนักศึกษาแพทย์ขาเป๋คนนึงเดินมาตรวจอามโน (ไม้คำถ่อมาเลยสองข้าง)

เห็นตั้งแต่เข้าห้องมาตอนแรกแล้ว หมอขาเป๋คนนี้ มันชอบไปกวนคนนั้นที คนนี้ที .. แล้วมันก็มาหากู

“ปวดตามั้ยครับ?” ไม่ปวด แต่มันเคืองๆ .. เอามือกดหน้าผาก “เจ็บมั้ย?” ก็ไม่เจ็บ .. เอามือกดไหล่ ถามอีก .. กดคอ ถามอีก กดหน้าอก ถามอีก กดขา ถามอีก

“ผมแค่ฝุ่นเข้าตานะครับ มันจะไปเจ็บที่อื่นได้ไง” .. “เอ้า ก็ต้องตรวจไว้ก่อนไง” .. เออ กูรู้ละว่ามึงกวนตีน แต่ว่าพอละมั้ย เยอะละ

มันไม่หยุดเว้ย เอามือกดตรงอามโนน้อย “ปวดมั้ย?” .. ใช่แล้ว ตรงนั้นแหละ “ไม่ครับ” หมอ ญ หัวเราะคิกๆ แล้วไอ้หมอเป๋นั่นก็ยิ้ม แล้วก็เดินไปที่อื่น

มึงเล่นกูใช่มั้ย? ตกลงกูเป็นของเล่นของมึงใช่มั้ย .. ตอนนั้นบอกตรงๆว่าหงุดหงิด เริ่มตั้งแต่ลากเตียงไปมาละ .. กูคนนะโว้ยยย ไม่ใช่ก้อนหิน

 

ถึงขั้นตอนที่ห้องเอาฝุ่นออกจากตา นศ.หมออีกคนเข้ามา ท้วมๆหน่อย .. เออ มึงอ้วนน่ะแหละ นึกออกละ คนเดียวกับที่พูดว่า “ถ้าเป็นฝุ่นน่ะ ล้างไม่ออกอยู่แล้ว”

ใช้คนอื่นไปหา “สำลีก้านเล็ก” .. ห้านาที กว่าสำลีก้านเล็กจะโผล่มาให้เห็น .. มันหายากนะครับ ไอ้สำลีก้านเล็กเนี่ย รพ.ใหญ่ขนาดนั้น – -“

จับหัวอามโนตรงๆ “ลืมตาไว้นะ” แล้วมันก็พยายามปิ้น(พลิก)หนังตากู เพื่อจะเขาสำลีเขี่ยเอาฝุ่นออก

คนเราเวลามีอะไรมาระคายเคืองตา ตาของเราก็จะกะพริบอัตโนมัติ พร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมาใช่มั้ยครับ

กูก็คนเหมือนกัน หมอเอามือปิ้นหนังตากู ตามันก็จะหลับให้ได้ .. “อย่ากระพริบตา” น้ำเสียงหมออ้วนคนนั้นเริ่มหนักขึ้น .. แต่ตาของอามโนมันก็ยังพยายามจะปิดของมันอยู่

“บอกว่าอย่ากระพริบตา” ประโยคนี้เป็นน้ำเสียงขู่ๆ ..

 

olo

อารมณ์อามโนพุ่งเลย ตอนนั้นขึ้นเลยกู .. ภาษาเหนือคงเรียกว่า มึ้ด ล่ะมั้ง

มึงคิดที่ตากูมันจะปิด เป็นเพราะว่ากูกวนตีนมึง คิดว่ากูอยากเล่นกับมึงงั้น กูเลยพยายามปิดตากู งั้นเหรอ? .. ทำเสียงกำราบซะ

กูก็พยายามเต็มที่ของกูแล้ว พยายามลืมตาค้างไว้สุดๆแล้ว แต่ตามันพยายามปิดของมันเอง กูไม่ได้สั่งมัน

มึงจะทำอะไรทำไมไม่คิดมั่งว่ากูเป็นคน อะนาโตมีมึงก็เรียนมา กูไม่ได้เรียนกูยังรู้เลยว่า ตามันจะปิดเพราะอะไร แม่งสั่งกูยังกะกูเป็นหุ่นยนต์

อารมณ์ขึ้นขนาดที่ว่า อีกนิดเดียวเท่านั้น เกือบจะพูดแล้วว่า “หมอลองมาเป็นคนนอนดูมั้ยครับ ลองเป็นคนโดนพลิกตาดูมั้ยครับ ผมคนนะครับหมอ ไม่ใช่หุ่นยนต์”

แต่ถ้าพูดออกไป กูมีหวังโดนรุมแน่ .. ยับยั้งชั่งใจ สูดหายใจเข้าเต็มปอด .. ปล่อยให้ไฟอารมณ์มันดับไปช้าๆ ไม่อยากให้มันไปทำร้ายคนอื่น และก็ตัวเองด้วย

 

แป๊ปเดียว หมอแม่งเหมือนจะเจออะไร เขี่ยออก แล้วเอามาป้ายที่ไหล่กู! .. เออ ดีครับดี ไม่มาป้ายแก้ม ป้ายลิ้นกูเลยล่ะ

อ่ะ ออกแล้ว เดี๋ยวเดลิเกตตาเลย .. เดลิเกต ?? อะไรของมันอีก .. มีพยาบาลมาเซ็ตอัพอุปกรณ์ แปะพลาสติกที่ข้างแก้ม

เดลิเกต ก็คือ ล้างตาดีๆนี่แหละ .. ปล่อยน้ำจากถุงอะไรไม่รู้ที่ห้อยอยู่ข้างบน ให้ผ่านตาเรา โดยที่ให้เรากรอกตาไปมาด้วย

น้ำถุงนั่น 500cc. นานนะ กว่ามันจะไหลหมด .. พอมันเหลือซักครึ่งนึง กูก็เบื่อแล้ว ขี้เกียจกรอกตาละ มันนาน .. เลยทำมั่ง ไม่ทำมั่ง

ไอ้หมออ้วนคนนั้นคงมาเห็น กูจำเสียงมึงได้ “คุณ กรอกตาไปมาด้วย บนล่างซ้ายขวา” .. ได้ยินเสียงมึงก็เซ็งแล้ว เลยไปคุยกับคุณพี่พยาบาลแทน

“พี่ครับ ทำไมมันนานจัง เอาจนหมดเลยเหรอครับ” .. พี่พยาบาลตอบว่า “ถ้าแค่นี้น้องยังว่านาน น้องแค่นอนเฉยๆ แต่พี่ต้องจับเครื่องมือให้น้อง พี่ไม่เหนื่อยกว่าเหรอ”

.. เป็นงั้นไป กูก็แค่ถามเฉยๆ พูดให้กูรู้สึกผิดอีก .. คิดในใจว่า “พี่ก็แค่จับเฉยๆ แต่ผมต้องกรอกตาด้วยนะพี่ ผมเหนื่อยกว่านะ” แต่ก็ไม่พูดอีกเหมือนเดิม

 

ล้างตาเสร็จแล้ว ก็จ่ายตังค์ พร้อมกับได้ยามา มียาหยอดตาขวดเล็กๆขวดนึง กับยาพาราบีรามอลอีกสองแผง

กูก็งง หมอที่หยิบยามาก็งง “นี่แก เค้าให้ยาพารามาทำไมวะ” “ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะแก” .. “เออๆ ไม่เป็นไรๆ” แล้วก็อ่านฉลากยาหยอดตาให้ฟัง

เอ่อ.. คุณหมอกระเทยครับ ไม่ต้องลำบากอ่านให้กูฟังก็ได้ครับ กูเรียนปี4 แล้ว อ่านหนังสือออกครับ .. ถ้าจะแนะนำอะไร ช่วยเอาที่มันไม่มีในฉลากได้มั้ยครับ

แต่ไม่ได้พูดนะ 55 เดี๋ยวโดนหมอกระเทยตบ .. พอให้ยาอามโนปุ๊ป ก็มีเสียงแว่วๆมาจากไหนไม่รู้ “แกๆ ข้างบนมีเอ็กซเรย์ ไปดูเร็วๆ”

แล้วพวกนศ.แพทย์ก็พากันกรูไปชั้นบนหมด .. ทิ้งกูไว้ .. เสร็จแล้วใช่มั้ย? ถามตัวเอง ไม่มีคำตอบ .. ยาได้แล้ว จ่ายตังค์แล้ว ไปละดีกว่า

แล้วก็เดินออกจากห้องฉุกเฉิน โดยที่ไม่หันไปมองอะไรข้างหลังอีก .. ออกประตูมาโคตรจะดีใจ กูหลุดพ้นแล้ว 😀

ไม่ชอบโรงบาลจริงๆเลย

************************************************************************************************************

จบเรื่องเล่าเคล้ากลิ่นปลาทูแมว .. อยากบอกคุณหมอ และทุกคนที่ทำงานในโรงบาลว่า

ถ้าไม่มีใครป่วย ก็ไม่มีใครอยากไปหรอก โรงบาลน่ะ .. คนเขาไม่สบาย ก็อยากไปหาหมอ ไปรักษาให้มันดีขึ้น

แต่ถ้าไป แล้วเจออะไรแย่ๆแบบนี้อีก คิดดูสิครับว่าเขาจะรู้สึกยังไง เขาจะแย่แค่ไหน

อย่าคิดว่าเป็นหมอแล้วกร่าง เป็นผู้มีความรู้มากเรียนมาเยอะ แล้วทุกคนจะต้องพึ่งพาคุณ ต้องตามคุณทุกอย่าง

จะทำอะไร ช่วยคิดถึงใจคนอื่นบ้าง ซักนิดก็ยังดี

 

บรรทัดสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่ลำบาก ช่วยกรุณากลับไปอ่าน 3 บรรทัดแรก ตัวแดงๆข้างบนอีกครั้ง .. ขอบคุณมากครับ

อามโน

4 replies to “473 – Perception

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
close-alt close collapse comment ellipsis expand gallery heart lock menu next pinned previous reply search share star